Category Archives: เรื่องราวของอินเตอร์เน็ต

เทคโนโลยีสุดล้ำกับการพัฒนาประเทศญี่ปุ่น


ในความเป็นจริงประเทศญี่ปุ่นเราก็รู้จักกันมาเนิ่นนานแล้ว แต่โดยส่วนตัวนั้นกลับไม่เคยทำความรู้จัก และหาที่มาที่ไปว่า เหตุไฉนประเทศนี้ถึงได้มีสินค้าต่างๆ ส่งออกไปทั่วโลก และทำไมจึงเป็นหนึ่งในผู้นำทางเทคโนโลยีของโลก

ประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีการวิจัยและพัฒนาก้าวล้ำที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลก โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนและมีเอกชนเป็นผู้ลงทุนเป็นหลัก ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการขอสิทธิบัตรและมีจำนวนสิทธิบัตรต่อจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งสิ่งที่ขอจดสิทธิบัตร ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ หุ่นยนต์ เครื่องจักรกล วิศวกรรมการออกแบบ และเทคโนโลยีด้านการผลิตพลังงาน หากเราได้มีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่น แน่นอนว่าเราคงได้มีโอกาสสัมผัสกับเทคโนโลยีอันเกิดจากการวิจัยและพัฒนาของญี่ปุ่น เช่น อาคารทุกอาคารในญี่ปุ่นจะต้องสร้างบนพื้นฐานของเทคโนโลยีที่สามารถป้องกันแผ่นดินไหว การเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ชิงกันเซ็ง” ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ญี่ปุ่นคิดค้นเป็นที่แรกในโลก การนำหุ่นยนต์มาใช้ในการประกอบรถยนต์ที่มีความแม่นยำสูง และสามารถกำหนดปริมาณสายพานการผลิตที่แน่นอนได้ และการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินที่มีการนำเอาเทคโนโลยีกำจัดมลพิษจากการเผาไหม้ ซึ่งสอดคล้องกับการที่ญี่ปุ่นมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเข้มงวด และภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากที่สุดในโลก คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยี คือ ส่วนสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก แต่อีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญที่ผลักดันให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยี นั่นก็คืออัตลักษณ์ของชาวญี่ปุ่นที่ได้ขึ้นชื่อว่ามีระเบียบวินัยสูง มีความละเอียดรอบคอบ และมีความซื่อสัตย์ต่อผู้บังคับบัญชาและหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะที่ได้รับการสืบทอดมาจากสายเลือด “บูชิโด” หรือนักรบนั่นเอง ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เทคโนโลยีใหม่ๆ จึงไม่แปลกที่ญี่ปุ่นจะมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและมีสินค้า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าแปลกใหม่และหลากหลายมากที่สุดในโลก

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนให้โลกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ณ เวลานี้ไม่เพียงแค่ญี่ปุ่นและชาติตะวันตกอีกหลายชาติเท่านั้นที่กำลังแข่งขันกันในเรื่องของเทคโนโลยี แต่ตอนนี้คงต้องเหลียวมองดูละแวกใกล้เคียงอย่างประเทศจีนและประเทศเกาหลีใต้ ที่ต่างก็กำลังมุ่งมั่นวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีตามมาไม่ห่าง ณ เวลานี้ ซึ่งนักวิเคราะห์หลายคนมองว่าทั้งสองประเทศนี้ มีโมเดลในการพัฒนาเทคโนโลยีคล้ายคลึงกับญี่ปุ่น ดังนั้นจึงน่าจับตามองต่อไปว่าญี่ปุ่นจะพัฒนาเทคโนโลยีของตนไปในทิศทางไหน

กิจกรรมที่นิยมในช่วงที่หิมะตกในญี่ปุ่น

 

ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของญี่ปุ่นเป็นเกาะ และเป็นเกาะทรงยาว ญี่ปุ่นจึงมีสภาพอากาศ ที่แตกต่างกันมาก จากฮอกไกโดที่เยือกเย็นในภาคเหนือ จนถึงเกาะกึ่งเขตร้อนของภาคใต้ ทุก ๆ ภูมิอากาศมีความแตกต่างกันเล็กน้อย สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลด้วย

สำหรับฤดูหนาว (ฟุยุ) จากปลายเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ลมหนาวจากไซบีเรียและมองโกเลียจะพัดผ่านญี่ปุ่น แม้ว่าอุณหภูมิจะพอประมาณในภาคใต้ แต่อากาศในโตเกียวหลาย ๆ วันจะอยู่เหนือจุดเยือกแข็งไม่เท่าไร ทางภูมิภาคแถบเหนือของเกาะฮอนชู ที่เรียกว่า โทโฮขุ และ โฮคุริคุ จะมีเนินหิมะขนาดใหญ่ และฮอกไกโดจะหนาวมาก แต่อากาศทางเหนือก็หาได้หยุดนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั่วโลกที่จะมาดูหิมะและรูปปั้นหิมะ ณ เมืองซัปโปโร เมืองหลวงของฮอกไกโด

ตอนนี้อากาศที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะทางตอนเหนือ กำลังเย็นเจี๊ยบบบบ ยิ่งกว่าอยู่ในช่องฟรีซเลยล่ะ!ทีนี้…มาดูดีกว่าว่านักท่องเที่ยวที่ไปเยือนญี่ปุ่นช่วงที่หิมะกำลังโปรยปรายกันนี้ เขามีกิจกรรมอะไรกันบ้าง

1.ปาหิมะ

เบสิกสุดๆ เพียงแค่คว้าหิมะมาปั้นๆ เป็นก้อน เขวี้ยงใส่กันเป็นอันเล่นได้สนุก เล่นกันได้ทุกชาติทุกภาษา กติกาง๊ายง่าย แต่ที่ฮอกไกโดเขามีเทศกาล “แข่งปาหิมะ” กันเป็นเรื่องเป็นราว จัดกันเต็มรูปแบบ ต้องมีการจัดทีมเข้าแข่งขันกันเลยทีเดียว มีกฎ กติกา มารยาท ระดับนานาชาติมารองรับ ซึ่งเป็นงานประจำปีที่ใช้ชื่อว่า Yukigassen จัดขึ้นที่โชวะชินซัน (Showa-Shinzan) ช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์

2.เล่นสกี / สโนว์บอร์ด

กิจกรรมพื้นๆ ของคนที่ไปเที่ยวเมืองหนาว แต่ที่ฮอกไกโดนี้มีความโดดเด่นมากอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือ มีแหล่งเล่นสกีที่สวยงามหลายแห่ง โดยเฉพาะที่รุซัทสึ (Rusutsu) และที่นิเซโกะ (Niseko) นั้น ถือเป็น Sky Resort ที่มีหิมะละเอียด นุ่ม น่าสัมผัส แถมยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเช่นเดียวกับที่โทมามุ (Tomamu Sky Resort) ไปเที่ยวเมืองที่มีหิมะทั้งที ลองหัดเล่นสกีหรือสโนว์บอร์ดดูสักครั้ง แล้วจะติดใจ 😉

3.ขี่สโนว์โมบิล (Snowmobiling)

กิจกรรมทัวร์ทุ่งหิมะด้วยการขี่สโนว์โมบิลนี้ มีบริการอยู่ทั่วไปในฮอกไกโด โดยเฉพาะตามแหล่งเล่นสกี (Sky Resort) มักจะเป็นที่สนใจสำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่ถนัดหรือชื่นชอบกีฬาอย่างสกีหรือสโนว์บอร์ดเท่าใดนัก แถมยังมีบริการในหลายรูปแบบ ทั้งคอร์สเริ่มต้นหัดขี่ คอร์สขี่สโนว์โมบิลทัวร์เบาๆ จนกระทั่งคอร์สทัวร์แบบผจญภัยก็มี ราคาก็แตกต่างกันไป ถ้ามาเป็นหมู่คณะ ไปซิ่งกลางหิมะกันหน่อย ก็ดูน่าสนุกไม่หยอกนะเนี่ย

4.เล่นเลื่อนสุนัข (Dog Sledding)

การใช้สุนัขลากเลื่อนพาเราเที่ยว ถือเป็นกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงฤดูหนาวที่น่าสนุกมากๆ แต่ออกจะเป็นกิจกรรมที่ยากอยู่สักหน่อย ต้องใช้เวลาฝึกกันมาก ตัวช่วยสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากจะลองก็คือให้ผู้เชี่ยวชาญบังคับสุนัขให้ลากเลื่อนไป ส่วนเราก็รับประสบการณ์มา และชมวิวทิวทัศน์ฤดูหนาวของเกาะฮอกไกโดกันแบบเพลินๆ แทน โดยการเล่นเลื่อนสุนัขนี้ก็มีให้บริการอยู่หลายแห่ง ทั้งที่อาซาฮีกาวะ (Asahikawa) ฟุราโนะ (Furano) และทาคาซุ (Takasu) เป็นต้น ซึ่งจะสามารถทำกิจกรรมนี้ได้ตั้งแต่ราวกลางเดือนธันวาคมถึงสิ้นเดือนมีนาคม

5.ชมนกกระเรียนเต้นระบำ

นกกระเรียนถือเป็นสัตว์สำคัญชนิดหนึ่งของชาวญี่ปุ่น โดยที่เกาะฮอกไดโดมีศูนย์อนุรักษ์นกกระเรียนญี่ปุ่น (ชาวญี่ปุ่นเรียกนกกระเรียนว่า “Tancho”) อยู่ที่ Kushiro Shitsugen National Park ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก Akan National Park เลยทีเดียว และแม้ว่าจะมาชมนกกระเรียนที่นี่กันได้ตลอดทั้งปี แต่ในฤดูหนาวจะค่อนข้างเหมาะ เพราะบริเวณนี้มีหิมะตกไม่มากต่อให้เป็นฤดูหนาวก็ตาม นกกระเรียนจึงมักจะอพยพหนีหนาวมาอยู่ที่นี่กัน และฤดูหนาวนี้ก็เป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ของพวกมันอีกด้วย นกกระเรียนญี่ปุ่นนั้นเคยอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์แบบสุดๆ หาชมได้ยากแล้ว ใครชื่นชอบสัตว์สวยงามชนิดนี้ ก็แวะไปเยี่ยมพวกมันกันได้นะ

มารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติของญี่ปุ่น

การใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น สิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงคือมารยาท และธรรมเนียมปฏิบัติของญี่ปุ่น เรื่องเหล่านี้ต้องค่อยๆ เรียนรู้และฝึกจนเป็นนิสัยไปทีละเล็กละน้อย ในการใช้ชีวิตแต่ละ วันที่ญี่ปุ่นเวลานัดกับใครต้องรักษาเวลา เมื่อไปไม่ได้หรือไปไม่ตรงตามนัดต้องแจ้งให้ ทราบล่วงหน้า ถ้าไม่รักษาสัญญาจะทำให้อีกฝ่ายขาดความเชื่อถือ และตอนแรก ๆ คนญี่ปุ่นมักจะไม่ค่อยคุยด้วยเนื่องจายังไม่คุ้นเคยกัน แต่เมื่อสนิทกันแล้วก็จะยอมรับ และเปิดใจมากยิ่งขึ้น คนญี่ปุ่นมักจะมีเพื่อนหลายกลุ่ม ในหนึ่งวันเขาอาจจะพบเพื่อนจากที่โรงเรียน ที่ทำงาน เพื่อนเที่ยวแตกต่างกันไปทั้งวัน ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงดูไม่ค่อยสนิทกันมากนัก และโดยปกติผู้ชายญี่ปุ่นมักจะทำงานหนักไม่ว่าจะก่อน หรือหลังแต่งงาน และมักจะทำงานกันจนดึกจนดื่นจนคล้ายกับว่าไม่ค่อยมีเวลาให้ครอบครัว เพราะเป็นวัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นก็ว่าได้ที่ทุกคนจะต้องทุ่มเทกับงานให้เต็มที่

สังคมของคนญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญต่อกลุ่มและสมาชิกในกลุ่มโดยมีสถานที่เป็นตัวบ่งบอกคนที่อยู่อาศัยในที่เดียวกันหรือทำงานในที่เดียวกันนั้นถือว่าเป็นพวกเดียวกันเรียกว่า(อุชิ) และสำหรับคนที่อยู่ต่างสถานที่ต่างบริษัท ต่างประเทศจะถือว่าเป็นคนนอกหรือคนอื่นเรียกว่า(โซโตะ) คนญี่ปุ่นจะใช้ภาษาและการปฎิบัติตนที่แตกต่างไปจากต่อคนที่อยู่ในสังกัดเดียวกัน โดยจะใช้ภาษาที่สุภาพและการถ่อมตนกับผู้ที่เป็นผู้อื่น แม้ว่าตนเองจะไม่รู้สึกยกย่องคนๆนั้นก็ตาม การใช้ภาษาของคนญี่ปุ่นเป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เราเห็นลักษณะความสัมพันธ์ของคนญี่ปุ่นในสังคมได้ว่าคู่ที่สนทนาอยู่มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ใครอาวุโสกว่าใครหรือสนิทสนมกันแค่ไหนเป็นกลุ่มเดียวกันหรือคนละกลุ่มเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย การใช้ภาษาในการพูดของคนญี่ปุ่นนั้นเมื่อพูดเรื่องของตนเองรวมไปถึงการกล่าวถึงสิ่งอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับตนเองแล้วคนญี่ปุ่นจะต้องใช้คำถ่อมตนเมื่อพูดกับคนอื่น และคำยกย่องเพื่อยกย่องคู่สนทนาด้วย

การให้ความสำคัญกับบุคคลอื่นในสังคมเป็นลักษณะเด่นของคนญี่ปุ่น ทำให้คนญี่ปุ่นเป็นคนระมัดระวังและให้ความสำคัญต่อความรู้สึกของผู้อื่นอย่างมาก ในการใช้ภาษา การแสดงความใส่ใจของคู่สนทนา เช่นการใช้ถ้อยคำและกริยาต่างๆสอดแทรกเพื่อแสดงความสนใจต่อคู่สนทนา หรือพูดประโยคลอยๆค้างไว้เพื่อให้คู่สนทนามีโอกาศได้สอดแทรกสานประโยคให้จบซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คู่สนทนามีส่วนร่วมในสิ่งที่ตนพูดด้วย หรือการพูดแบบอ้อมค้อมไม่ชี้บ่งบอกอะไรไปตรงๆ หรือละความเอาไว้ให้ผู้สนทนาด้วยคิดเอาเอง และในการสนทนากับคนญี่ปุ่นจะเป็นการเสียมารยาทมากถ้าเราไม่เอ่ยถึงการกระทำของผู้นั้นที่ส่งผลดีต่อเราและต้องใช้สำนวนที่รู้สึกสำนึกบุญคุณต่อการกระทำนั้นๆด้วย เช่นขอบคุณที่ได้เกื้อหนุนอุ้มชูเราอยู่เสมอ หรือ วันก่อนต้องขอขอบพรคุณมาก (อาจจะไม่ได้ทำอะไรให้) แต่เป็นมารยาทที่ควรจะพูดตามธรรมเนียมของคนญี่ปุ่น

วัฒนธรรมการชงชาของคนญี่ปุ่นที่มีแบบแผนมายาวนาน

การดื่มชาเป็นวัฒนธรรมจีนที่เผยแพร่เข้ามาในญี่ปุ่นโดยพระสงฆ์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในคริสต์ศตวรรษที่ 12 พระเอไซได้นำชาผงมัตชะจากจีนเข้ามาเผยแพร่ในฐานะยารักษาโรค ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14 พระในวัดเซนได้กำหนดแบบแผนการดื่มชาขึ้นมา แบบแผนงานดื่มชาในวัดเซนแพร่หลายออกไปในหมู่นักรบและขุนนาง จนกลายมาเป็นต้นแบบของพิธีชงชา ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 – 16  ท่านมุระตะ จุโค ท่านทะเคะโนะ โจโอ และท่านเซนโนะ ริคิว ได้พัฒนาแบบแผนพิธีชงชาแบบวะบิชะขึ้นมาเน้นความงามแบบเรียบง่ายและการสร้างความผูกพันทางใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างเจ้าภาพกับแขก พิธีชงชาแบบวะบิชะนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

ชนชั้นสูงสมัยนั้นจะนิยมดื่มชากันในงานเลี้ยงสังสรรค์

โดยมีการดื่มชาก่อนอาหารหลัก และเมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะมีการเล่นเกมทายชาจนได้มีการพัฒนาไปเป็นพิธีชงชาสำหรับคนรักการดื่มชา ซึ่งพิธีชงชาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ วาบิชะ เป็นพิธีชงชาแบบเรียบง่ายทั้งพิธีและสถานที่ ก่อตั้งโดยพระจากนิกายเซนชื่อว่าทาเกะโนโจโอ ต่อมาได้ถูกพระเซนโนะริคิวพัฒนาจนเป็นพิธีแบบในปัจจุบัน ทั้งวางรูปแบบและกำหนดวิธีการชงชาต่างๆยึดหลักที่ว่าต้องเรียบง่ายและจริงใจระหว่างทำพิธี

พิธีชงชายังแสดงแบบแผนของสมบัติผู้ดีตามประเพณีญี่ปุ่น เมื่อแขกผู้ใหญ่เดินนำหน้าแขกคนอื่นเข้ามาในห้องดื่มน้ำชา แขกผู้ใหญ่ต้องกล่าวชมเชยการตกแต่งห้อง อันได้แก่ การจัดดอกไม้ ภาพแขวนผนัง หรือเครื่องใช้ในการชงชาที่เจ้าของบ้านยกออกมา ก่อนการดื่มน้ำชาแขกต้องกินขนมที่เจ้าของบ้านยกออกมาโดยเริ่มที่แขกผู้ใหญ่จะถือขนมไว้ในมือแล้วบอกแขกคนอื่นๆว่าขอโทษที่ข้าพเจ้าต้องกินก่อน เมื่อกินขนมเสร็จก็เริ่มดื่มน้ำชาโดยวางถ้วยชาไว้บนฝ่ามือซ้าย หมุนถ้วยเข้าหาตัว 2 รอบ  จึงยกขึ้นจิบ แล้วยกดื่มอีกจนได้รสชา เสร็จแล้วก็ใช้ผ้าที่เตรียมมาเช็ดรอยปากที่ขอบถ้วย กล่าวชมรสชาติชาและส่งถ้วยให้แขกคนต่อไปดื่มชาที่เหลือในถ้วยนั้นจนครบ

ชาที่นิยมดื่มและใช้ในพิธีชงชานั้นคือชาเขียว

การทำไร่ชาของชาวญี่ปุ่นจะนิยมทำกันตามเชิงเขาที่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา และในแต่ละพื้นที่ก็จะให้รสชาติชาที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและคุณภาพของดิน ซึ่งส่วนที่นำมาทำชาคุณภาพดีนั้นจะเป็นส่วนของยอดอ่อนที่อยู่บนสุด และเครื่องมือการเก็บชาที่ดีที่สุดคือมือมนุษย์เรา หลังจากนั้นก็นำชามาแปรรูป ซึ่งจะมีหลายแบบ ทั้งการตากแห้ง การหมัก การอบด้วยไอน้ำเดืือด การนำมาคั่วไปจนถึงการนำมารีดใบให้แห้ง ทำให้ยุ่ย บิดงอ เพื่อให้เกิดกลิ่นหอมของชาออกมา

หลักการทำงานของคนญี่ปุ่นที่เน้นการสร้างความสัมพันธ์

ทุกประเทศย่อมมีการแบ่งระดับชั้นในสังคมอยู่แล้ว

ส่วนในประเทศญี่ปุ่นนั้นในวัฒนธรรมที่เน้นความสัมพันธ์แบบรวมกลุ่ม เช่น ญี่ปุ่นนั้นการเคารพและรักษาความสัมพันธ์ตามระดับชั้นถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในสังคมและธุรกิจ ระดับชั้นในสังคมตามวัฒนธรรมของญี่ปุ่นมาจากความเชื่อในสัทธิขงจื้อว่าทุกคนในสังคมถูกกำหนดให้อยู่ในระดับชั้นที่แตกต่างกัน คนญี่ปุ่นเมื่อถึงเวลาทำงานแล้วจะเน้นการทำงานเป็นกลุ่ม แต่ละคนจะมีเอกลักษณ์จากการเข้าร่วมกลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มครอบครัว โรงเรียน และบริษัท

วัฒนธรรมการทำงานของชาวญี่ปุ่น

มีข้อดีในแง่ที่ว่าสอนให้คนทำงานรู้จักการเคารพรักองค์กรของตนเอง การเคารพในตัวผู้อาวุโส ในมุมมองที่ว่าพวกเขาผ่านการทำงานมามากกว่า ย่อมจะให้ทัศนคติและแนวคิดดีๆจากการทำงานสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากเรารู้จักนำเอาวัฒนธรรมการทำงานที่ดีงามมาปรับใช้กับการทำงานของเราเอง เรื่องของการสร้างความสัมพันธ์มีความสำคัญต่อการทำงานมากทีเดียว ถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่นำไปสู่การเจรจาในทางธุรกิจในระดับที่สูงขึ้น

การรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกันถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการมีชีวิตรอด คนญี่ปุ่นจึงต้องรู้จักข่มความรู้สึกภายในเพื่อรักษาความปรองดอง และระเบียบสังคม คนญี่ปุ่นไม่นิยมแสดงอารมณ์โดยเฉพาะอารมณ์ด้านลบออกมาอย่างเปิดเผย ไม่ได้หมายความว่าจะปิดกั้นความคิดเห็นของตนเอง แต่คนญี่ปุ่นจะใช้วิธีหารือและแก้ไขปัญหาระหว่างกันทางอ้อมแบบตัวต่อตัว ซึ่งไม่ใช่วิธีถกกันที่สาธารณะ เผชิญหน้ากัน หรือทำให้เสียหน้านิสัยอ่อนน้อมยอมตาม ซึ่งประเทศญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศเก่าแก่ อารยธรรมนับย้อนหลังได้หลายพันปี แต่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียนประเพณีต่างๆไว้ได้อย่างดี

หลักการที่มีประโยชน์ต่อการทำงานเป็นทีม

เพราะจะช่วยให้ทีมงานมีการพูดคุยสื่อสารถึงความคืบหน้าและปัญหาต่างๆของการทำงาน ซึ่งจะทำให้มีการแก้ปัญหาได้ทันท่วงที และการปรึกษาพูดคุยกับทีมงานก็เหมือนเป็นการช่วยกันคิด ทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆในการพัฒนาการทำงานได้อีกด้วย คนญี่ปุ่นมักจะพยายามวิเคราะห์หาสาเหตุของข้อผิดพลาดอย่างมีหลักการ และพยายามจัดการแก้ปัญหานั้นๆอย่างมีระบบ เพื่ออุดช่องโหว่ของปัญหาให้ได้มากที่สุด และที่สำคัญที่สุดคือ จะทำความเข้าใจกับหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเอง ตั้งเป้าหมาย และวางแผนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้นๆ