พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแห่งชาติของญี่ปุ่นที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

เมื่อพูดถึงพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆที่มีนักวิจัยจากหลายแห่งทั่วโลกเข้าเยี่ยมชมแล้วคงจะหนีไม่พ้นชื่อของพิพิธภัณฑ์ มิไรกัน ที่เมืองโตเกียวประเทศญี่ปุ่น มิไรกัน ตั้งอยู่ในตำบลโอไดบะ (Odaiba) และเปิดให้เข้าชมเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 (ค.ศ.2001) จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มี Dr. Mamoru Mohri เป็นผู้อำนวยการศูนย์ซึ่งเป็นอดีตนักบินอวกาศคนแรกของญี่ปุ่นที่เคยร่วมเดินทางไปกับกระสวยอวกาศขององค์การนาซา (NASA) นอกจากนี้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แนวใหม่ที่มีการเชื่อมโยงระหว่างคนกับนวัตกรรมใหม่ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเนื่องจากประกอบด้วยนิทรรศการที่โชว์งานเกี่ยวกับทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่น่าดึงดูดมากกว่า 200 รายการ โดยโชว์ต่างๆถูกจัดออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ทั้งหมด 4 กลุ่มคือ
1.สิ่งแวดล้อมโลก (The Earth Environment and Frontiers)
2.นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ในอนาคต (Innovation and the Future)
3.เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสังคม (Information Science and Technology for Society)
4.วิทยาศาสตร์ของสิ่งมีชีวิต (Life Sciences)

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีนักวิทยาศาสตร์และบุคคลสำคัญด้านอื่นๆของโลกมาเยี่ยมชมด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Dr. Donald A. Thomas จากองค์การ NASA, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ การศึกษาและการกีฬา จากประเทศโครเอเชีย (Croatia) เป็นต้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการเยี่ยมชมนั้นจัดว่าราคาไม่สูงมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้เข้าไปชมโดยผู้ใหญ่เสียค่าเข้าประมาณ 150 บาท (500 เยน) เด็กที่อายุตั้งแต่ 18 ปีลงมาเสียค่าเข้าประมาณ 62 บาท (300 เยน) สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 ขวบลงมาได้เข้าฟรี แต่ต้องในอัตตราส่วนเด็กสูงสุดเพียง 2 คน ต่อผู้ใหญ่หนึ่งคนเท่านั้น

ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีอาสาสมัครที่สามารถพูดได้ทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษมากกว่า 800 คนเข้ามาทำหน้าที่สำคัญต่างๆในตัวพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ความรู้และคำอธิบายต่างๆต่อผู้ที่มาเยี่ยมชม จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมเฉลี่ยอยู่ที่ปีละประมาณ 600,000 คนซึ่งจำนวนผู้เข้าชมมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีหลายสิ่งที่น่าดึงดูดนักท่องเที่ยวหรือแม้แต่ชาวญี่ปุ่นเองที่มีความสนใจทางวิทยาศาสตร์ให้เข้าไปชมภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

ชาวญี่ปุ่นได้ศึกษาภาษาและวัฒนธรรมจากการติดต่อกับชาวจีนและเกาหลี

2

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รวมกันเป็นปึกแผ่น สร้างสมวัฒนธรรมลักษณะนิสัยและความเป็นเอกลักษณ์ของตนมาเป็นเวลายาวนานประเทศหนึ่งตามตำนานและหลักฐานทางความเชื่อของชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า ชนพื้นเมืองชาวเกาะญี่ปุ่นได้รวมกันเป็นชุมชนใหญ่มีพระเจ้าจักรพรรดิ์ซึ่งสืบเชื้อสายโดยตรงมาจากเทพเจ้าแห่งแสงสว่างคือ พระอาทิตย์ ขึ้นครองราชสมบัติปกครองประเทศญี่ปุ่น เป็นองค์แรกในราว 20 ปีก่อนพุทธกาล ชนชาวเกาะญี่ปุ่นมีพื้นฐานทางลักษณะนิสัย เป็นคนรักธรรมชาติ สุภาพอ่อนน้อมและรักสันติ ตามประเพณีการปฏิบัติต่อเทพเจ้าต่างๆ ของศาสนาชินโด ซึ่งเป็นศูนย์รวมพิธีการดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น (ชิน-พระเจ้า โต-ทางหรือพิธี) คุณลักษณะเหล่านี้ เมื่อผสมผสานกับวัฒนธรรมของจีนและแนวความคิดตามหลักลัทธิขงจื้อซึ่งเข้ามามีอิทธิพลในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 11 นั้นแล้ว ทำให้ลักษณะนิสัยของชาวญี่ปุ่น เป็นคนรักธรรมชาติ รักหมู่คณะ เคารพบรรพบุรุษ สุภาพ อ่อนน้อม ขยัน อดทนซื่อสัตย์และกล้าหาญ ซึ่งเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดมาถึงคนญี่ปุ่นในปัจจุบัน

นอกจากชาวญี่ปุ่นจะได้ศึกษาภาษาและวัฒนธรรมจากการติดต่อกับชาวจีนและเกาหลี โดยการศึกษาคำสอนของลัทธิขงจื้อแล้วพระสงฆ์ในพุทธศาสนาจากจีนและเกาหลีที่มีความชำนาญในภาษาจีน งานช่าง และงานฝีมือต่างๆ ยังได้เดินทางมาเผยแพร่ศาสนา ตั้งสำนักสอนภาษาและหลักศาสนาและวิชาการต่างๆ แก่ชาวญี่ปุ่นจนมีอิทธิพลต่อความนึกคิดและปรัชญาชีวิตของชาวญี่ปุ่นทั้งมวล ธรรมนูญฉบับแรกของญี่ปุ่นเป็นกฎหมายที่รวบรวมแนวความคิด หลักการจากศาสนาชินโตขงจื้อและศาสนาพุทธ ว่าด้วยการพลเรือน การทหาร ศาล ศาสนา และการศึกษา ประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 1244 จากธรรมนูญฉบับแรกนี้ ทำให้การศึกษาพัฒนาเป็นแบบเป็นแผนขึ้นมา มหาวิทยาลัยแห่งแรกของญี่ปุ่นที่ได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1211 ก็ได้รับการฟื้นฟูปรับปรุงระบบและวิชาที่สอนอนุญาตให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยสอนวิชาคัดลายมือ วิชาแพทย์แปลมาจากตำราจีนเน้นวิธีรักษาโรคโดยการฝังเข็ม ดาราศาสตร์ ดนตรีและอ่านตัวอักษรจีน และพระเจ้าจักรพรรดิ์ยังได้กำหนดให้มีโรงเรียนประจำภาคและจังหวัด สอนวิชาเดียวกันกับวิชาที่สอนในมหาวิทยาลัยอีกด้วย การศึกษาในสมัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกคนเข้ารับราชการ จึงเป็นการให้การศึกษาแก่บุตรหลานของขุนนางชั้นสูงเพื่อเตรียมสืบทอดตำแหน่งราชการของตระกูล

ข้อดีของวัฒนธรรมการทำงานในสไตล์ชาวญี่ปุ่น

10

วัฒนธรรมการทำงานในสไตล์ชาวญี่ปุ่นมีข้อดีในแง่ที่ว่าสอนให้คนทำงานรู้จักการเคารพรักองค์กรของตนเอง การเคารพในตัวผู้อาวุโส ในมุมมองที่ว่าพวกเขาผ่านการทำงานมามากกว่าย่อมจะให้ทัศนคติและแนวคิดดีๆ จากการทำงานสำหรับคนทำงานรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดีนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจหากเรารู้จักนำเอาวัฒนธรรมการทำงานที่ดีงามมาปรับใช้กับการทำงานของเราเองต่อไปนี้เป็นตัวอย่างวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่นที่คุณผู้อ่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้ในวัฒนธรรมการทำงานของชาวญี่ปุ่นแล้ว การประชุมหรือการพบปะกันในครั้งใดครั้งหนึ่งก็ตาม มักเริ่มต้นด้วยการแลกเปลี่ยนนามบัตรกันก่อนเสมอ

เรื่องนี้สอนอะไรแก่เราการแลกเปลี่ยนนามบัตรถือเป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการแสดงความสำคัญของบุคคลที่เราพบปะด้วยในขณะนั้น อีกทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณให้คุณค่าหรือความสำคัญกับการประชุมหรือการพบปะกับบุคคลต่างๆ ในครั้งนั้นนำมาปรับใช้กับการทำงาน หมั่นทำเรื่องการแลกเปลี่ยนนามบัตรให้เป็นนิสัยติดตัวคุณไปตลอด เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณได้รับนามบัตร ลองสละเวลาส่วนตัวสักนิด อ่านนามบัตรและทำความเข้าใจกับข้อความในนามบัตรนั้น พยายามจดจำรายละเอียดเรื่องชื่อองค์กรที่บุคคลนั้นกำลังทำงานอยู่

เรื่องนี้สอนอะไรแก่เรา วัฒนธรรมการทำงานของชาวญี่ปุ่นที่ให้ความเคารพแก่ผู้อาวุโสหรือผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานในองค์กรเป็นเวลายาวนานกว่า เชื่อว่าผู้อาวุโสจะให้เคล็ดลับเรื่องการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อองค์กรนำมาปรับใช้กับการทำงาน – ให้คุณหมั่นปฏิบัติตามหลักคำสอนเรื่องการทำงานของผู้อาวุโสในองค์กร แน่นอนที่บางครั้งคุณได้ชื่อว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่อาจจะมีทัศนคติไม่เห็นด้วยกับผู้จัดการขององค์กร ไม่เป็นไร ให้คุณบอกเล่าเรื่องคับข้องใจกับผู้จัดการอย่างเป็นการส่วนตัว คุณควรจะแสดงความเคารพและไม่ควรตั้งข้อสงสัย “อำนาจทางนิตินัย” ของเขาต่อหน้าคนเยอะๆ ยอมรับเสียเถอะว่าการที่เขาได้รับการโปรโมทเป็นผู้จัดการของแผนกในตำแหน่งที่สูงขึ้นนั่นเป็นเพราะว่าเขามีทักษะ ประสบการณ์ และความรู้ความสามารถซึ่งเป็นที่ยอมรับ

เคล็ดลับอายุยืนของคนญี่ปุ่น

grandmother-and-cat-miyoko-ihara-fukumaru-15

ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีคนอายุยืนเกิน 100 ปีมากที่สุดในโลก โดยมีอายุคาดเฉลี่ย 86 ปี ขณะที่ผู้ชายมีอายุคาดเฉลี่ย 79.6 ปี คนญี่ปุ่นอายุยืนกว่าชาวโลกก็เพราะมีระบบการดูแลสุขภาพยอดเยี่ยม ส่งเสริมให้ประชากรใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในวัยชรา แถมอาหารการกินของคนญี่ปุ่นก็ล้วนแต่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยเหตุผลที่ทำให้ผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชายอาจเป็นเพราะความได้เปรียบด้านร่างกายของเพศหญิง โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีคุณสมบัติป้องกันผู้หญิงวัยมีประจำเดือนจากการเป็นโรคหลอดเลือดแดงจับตัวเป็นก้อนบริเวณกล้ามเนื้อหัวใจ นอกจากนี้รูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้ชายที่สมบุกสมบันก็เป็นตัวการบั่นทอนอายุให้สั้นลง

อาหารญี่ปุ่น ตัวช่วยเสริมสุขภาพคนญี่ปุ่นไม่ให้มีปัญหาจากโรคภัยต่างๆ เช่น ปลาดิบ ซุปมิโซะ เต้าหู้ สาหร่ายคอมบุ สาหร่ายโนริ เป็นต้น ล้วนเป็นอาหารที่มีคอเลสเตอรอลต่ำ ปราศจากไขมันอิ่มตัว มีไอโอดีนและแร่ธาตุสูงมาก อีกทั้งยังมีอนุมูลเล็กๆ ที่ช่วยเสริมสุขภาพให้ดี ช่วยให้อาหารอร่อยยิ่งขึ้นด้วย นั่นเพราะชาวโอกานาวามีการบริโภคน้ำตาล 25% เกลือ 20% และรับประทานผักเป็น 3 เท่า รับประทานปลามากกว่าเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งมีโอเมก้า 3 ที่สำคัญต่อโครงสร้างการทำงานของสมอง เสริมสร้างระบบประสาท ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรเอธิลกลีเซอรอลในพลาสมา ควบคุมระดับไลโปโปรตีน และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหน้าองค์ประกอบของเกล็ดเลือด ที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคทางเดินหายใจ โรคไขมันในเส้นเลือดและโรคหัวใจ ทั้งยังช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ โรคหัวใจ ยังยับยั้งเซลล์มะเร็ง และโรคไขข้ออักเสบได้ด้วย

การเอาใจใส่รูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการเดิน การนั่งและการนอน ก็เป็นเคล็ดลับสำคัญของอายุยืน 100 ปี โดยการปรับเปลี่ยนท่ายืนและท่านั่งให้ถูกต้อง พยายามนั่งลึกเข้าไปให้เต็มเก้าอี้ที่สุด และยืดหลังให้ตรง เท้าทั้ง 2 วางที่พื้นเต็มเท้าอย่างมั่นคง ส่วนท่ายืนให้ยืนตัวตรงเหมือนมีแจกันวางอยู่บนศีรษะ พยายามยืดหลังไว้ไม่ให้แจกันตก สำหรับการเดินอย่างมีสุขภาพต้องเดินลงส้นและเชิดปลายเท้าขึ้น ก้าวทุกก้าวด้วยฝีเท้าที่มั่นคงไม่เดินเขย่ง อีกหนึ่งเคล็ดลับคือ การเปลี่ยนท่านอนเป็น นอนตะแคงกึ่งคว่ำหน้าช่วยให้หลับลึกหลับสบายอย่างเหลือเชื่อ ท่านี้ควรนอนตะแคงไปทางขวาให้ลำตัวซีกขวาอยู่ข้างล่างเพื่อให้กระเพาะอาหารทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

วัฒนธรรมอาหารการกินของคนญี่ปุ่น

การรับประทานอาหารในแต่ละท้องถิ่นมักจะมีความแตกต่างกันไป มากบ้างน้อยบ้าง จากการหลอมรวมประวัติศาสตร์ ความเชื่อ วิถีชีวิต และสติปัญญาของบรรพบุรุษของชนชาตินั้นๆเข้าด้วยกัน การทานอาหารของชาวญี่ปุ่นถูกปลูกฝังว่า ต้องรับประทานอาหารให้ครบทั้งจากภูเขาและท้องทะเลอาหารจากภูเขาคือ ผักตามฤดูกาล พืชธัญญาหาร ตลอดจนข้าวเมล็ดต่างๆส่วนอาหารจากท้องทะเลก็คือปลาทะเลต่างๆ สาหร่ายทะเล กุ้ง หอย ปู เป็นสำคัญ อาหารทะเลถือว่าเป็นอาหารแห่งชีวิตของชาวญี่ปุ่น แต่มีความสำคัญน้อยกว่าอาหารที่ผลิตจากถั่วเหลือง

ญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลเรื่องอาหารการกินจากชนชาติเพื่อนบ้าน ทั้งจากเกาหลีและจีนมาเป็นเวลานานนับพันปี ได้เรียนรู้วิธีปลูกข้าวจากเกาหลี และนำเข้าข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์จากจีน ชาวญี่ปุ่นรู้จักทำเส้นอูด้งเวอร์ชันแรกเริ่มและซีอิ๊วญี่ปุ่นที่เรียกว่าโชยุ ตั้งแต่ 300 ปีก่อนที่จะรับศาสนาพุทธเข้าประเทศเสียอีกเมื่อมีการติดต่อกับชาวตะวันตก ชาวญี่ปุ่นก็ได้รับวัฒนธรรมเรื่องอาหารการกินอีกด้วย

อาหารญี่ปุ่นนอกจากจะให้ความสำคัญกับรสชาติอาหารแล้ว ยังให้ความสำคัญในการสร้างความเพลิดเพลินทางสายตาด้วย คือนอกจากจะเลือกใช้วัตถุดิบที่มีสีสรรตามธรรมชาติซึ่งกลมกลืนกันหรือมีสีสรรตัดกันแล้ว ยังให้ความสวยงานตระการตา จากการเลือกใช้ภาชนะชนิดต่างๆที่สอดรับกับอาหารนั้นๆ โดยวิธีการทำอาหารญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ใช้วิธีนึ่ง ต้ม ทำให้อาหารคงรสชาติตามธรรมชาติมากที่สุด ข้าวจะเป็นอาหารหลักกับข้าวจึงปรุงมาจากอาหารทะเล ผักสดชนิดต่างๆเครื่องปรุงรส ซอสหรือซีอิ๊ว และอุปกรณ์ที่สำคัญ คือ ตะเกียบ อาหารญี่ปุ่นเมื่อรับประทานแล้วจะรู้สึกสะอาดปาก และสบายท้อง เป็นเพราะใช้ของสดใหม่จากภูเขาและท้องทะเล แหล่งที่มาของอาหารแมคโครไบโอติกส์ซึ่งบ้านเรารู้จักในชื่อของ อาหารชีวจิต

คนญี่ปุ่นจะรับประทานอาหารกันวันละ 3 มื้อ คือ เช้า กลางวัน เย็น และให้คามสำคัญกับอาหารมื้อเย็นมากที่สุด ในสมัยก่อนสงคราม ครอบครัวชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะรับประทานอาหารญี่ปุ่นเป็นหลัก โดยมีข้าวเป็นอาหารหลักและมีปลา ผัก ฯลฯ เป็นกับข้าว ควบคู่ไปกับ ซุปเต้าเจี้ยว กับผักดองต่างๆ แต่ตั้งแต่หลังสงครามเป็นต้นมา เนื่องจากอิทธิพลของโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน ทำให้มีการรับประทานขนมปัง เนื้อชนิดต่างๆ ไข่ และผลิตภัณฑ์นมกันมากขึ้น การรับประทานอาหารมีความหลากหลายมากขึ้น ตามสภาพความเจริญทางเศรษฐกิจ ครอบครัวชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่เฉพาะแต่อาหารญี่ปุ่นเท่านั้น ยังรับประทานอาหารของชาติต่างๆกันเป็นเรื่องธรรมดาไม่ว่าจะเป็นอาหารปรุงสำเร็จ ซึ่งไม่ต้องใช้เวลานานในการปรุงก็มีอยู่มากมายด้วย