ชิงกันเซ็ง 新幹線 ระบบขนส่งสาธารณะน่าทึ่ง

%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%87

   ญี่ปุ่น ประเทศที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นยังมีระบบขนส่งสาธารณะที่มีมาตรฐาน และยังหลากหลายอีกด้วย รู้หรือไม่ครับว่า เครือข่ายรถไฟของญี่ปุ่นเป็นระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพมาก และให้บริการทั่วถึงมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก มีตารางเวลาที่หนาแน่นและตรงเวลา อีกทั้งสะอาด ปลอดภัยและสะดวกสบายอีกด้วย ในเมืองใหญ่ ๆ เช่นโตเกียว และ โอซาก้า การเดินทางโดยใช้รถไฟและรถไฟใต้ดินร่วมกัน ประกอบกับการเดินเท้าอีกเล็กน้อย จะพาคุณไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้ทุกแห่งหน การเดินทางโดยรถไฟจึงเป็นที่นิยมมากที่สุดในญี่ปุ่น

%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%87-2

ชิงกันเซ็ง เป็นอีกระบบขนส่งสาธารณะที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น ชื่อเรียกว่าชิงกันเซ็ง เป็นชื่อเรียกเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงในประเทศญี่ปุ่นซึ่งดำเนินงานโดย 4 กลุ่มบริษัทรถไฟญี่ปุ่น สายแรกที่เปิดใช้งานคือ โทไกโด ชิงกันเซ็ง รถไฟชิงกันเซ็งให้บริการแก่ผู้โดยสารด้วยความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง และรู้หรือไม่ครับว่า รถไฟชิงกันเซ็งยังทำลายสถิติรถไฟที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็วถึง 603 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในการทดสอบขบวนแม็กเลฟ เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2015 อีกด้วยครับ

%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%87-6 %e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%87-5 %e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b9%87%e0%b8%87-4

แต่เชื่อว่าหลายท่านก็คงคุ้นหูกับคำว่า รถไฟหัวกระสุน อยู่เหมือนกันใช่ไหมล่ะครับ  การออกแบบภายในขบวนรถไฟของชินคังเซ็นก็ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจมากมายครับ อาทิเช่น การออกแบบที่นั่งตรงกลางให้กว้างกว่าที่นั่งริมทางเดินและที่นั่งริมหน้าต่าง จนกลายเป็นตำแหน่งที่นั่งได้สบายกว่า เพื่อแก้ปัญหาผู้โดยสารที่ส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบนั่งตำแหน่งตรงกลางสำหรับที่นั่งที่มี 3 ที่ติดกันครับ และอีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับการออกแบบภายในของรถไฟชินคังเซ็น ที่เพิ่มความเพลิดเพลินใจให้กับผู้โดยสาร นั่นก็คือ ขบวนรถไฟชินคันเซ็นโทเรยุที่ภายในมีอนเซ็นแช่เท้าและที่นั่งแบบเสื่อทาทามิ นี้คือความสะดวกสบายในด้านการบริการแก่ผู้โดยสารภายในขบวนรถไฟความเร็วสูงที่ชื่อว่า ชินคังเซ็น ครับ

การปลูกฝังวัฒนธรรมให้เด็กญี่ปุ่นโดยจัดเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเรียนรู้ที่โรงเรียน

ในญี่ปุ่นมีวันสำคัญต่างๆที่เกี่ยวกับความเชื่อเพื่อการเจริญเติบโตที่แข็งแรงและขจัดสิ่งชั่วร้ายออกจากชีวิต เริ่มตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นเทศกาลวันก่อนวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิหรือ Setsubun ซึ่งเป็นเทศกาลที่เกี่ยวกับการขว้างถั่วเพื่อไล่ปิศาจและสิ่งชั่วร้ายให้ออกจากชีวิต เดือนมีนาคมเป็นเทศกาลเด็กผู้หญิงซึ่งจัดวางบูชาตุ๊กตาและอธิษฐานขอให้ลูกสาวมีความสุข มีสุขภาพแข็งแรงและขจัดสิ่งชั่วร้ายออกจากชีวิต

cu12

ทุกช่วงก่อนวันสำคัญดังกล่าวข้างต้น โรงเรียนอนุบาลญี่ปุ่นซึ่งไม่มีการสอนการอ่านหรือเขียนหนังสือให้แก่เด็ก ใช้วันสำคัญเหล่านี้ทำกิจกรรมการเรียนรู้พร้อมปลูกฝังทางวัฒนธรรมประเพณีให้แก่เด็ก โดยให้เด็กใช้เวลาการประดิษฐ์สัญลักษณสำคัญที่เกี่ยวกับวันต่างๆ เช่น หากเป็นวันก่อนวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิก็มีการประดิษฐ์หน้ากากปิศาจและภาชนะใส่ถั่วสำหรับขว้างปิศาจ เทศกาลเด็กผู้หญิงก็ให้เด็กประดิษฐ์ตุ๊กตาเจ้าหญิงเจ้าชาย เทศกาลเด็กผู้ชายก็ให้เด็กประดิษฐ์ปลาคาร์ฟและหมวกซามูไร เทศกาลทานาบาตะก็ให้เด็กประดิษฐ์สิ่งประดับกิ่งไผ่ เป็นต้นโดยความยากง่ายขึ้นกับระดับชั้นเรียน นอกจากงานประดิษฐ์ดังกล่าวแล้วก็มีการจัดงานตามวาระสำคัญดังกล่าวซึ่งช่วยปลูกฝังประเพณีและวัฒนธรรมให้แก่เด็กๆ ทำให้เด็กรู้สึกสนุกและรอคอยวันสำคัญต่างๆอย่างใจจดใจจ่อ ทั้งนี้ในโรงเรียนประถมศึกษาก็มักจัดงานกิจกรรมพิเศษในโอกาสเทศกาลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการจัดเมนูอาหารที่เกี่ยวข้องกับวันสำคัญหรือการมีกิจกรรมพิเศษให้เด็กเข้าร่วม

เดินทางสะดวกสบายและปลอดภัยด้วยรถไฟชินคันเซ็น

13696340281369634070lรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วสูงของญี่ปุ่นได้ต้นแบบพัฒนามาจากรถไฟความเร็วสูง Siemens ของเยอรมนี ญี่ปุ่นมีความต้องการที่จะสร้างรางรถไฟที่รองรับรถไฟที่วิ่งด้วยความเร็วสูง จึงได้สร้างทางรถไฟมาเพื่อรถไฟความเร็วสูงอย่างจริงจังโดยเฉพาะ เป็นประเทศแรกในโลก เนื่องจากภูมิประเทศของญี่ปุ่นจะเต็มไปด้วยภูเขามากมาย เส้นทางรถไฟที่มีอยู่ในขณะนั้นจึงมีความกว้างแบบแคบซึ่งทำให้ต้องวางเส้นทางรถไฟที่คดเคี้ยวและรถไฟไม่สามารถเร่งให้มีความเร็วสูงกว่านี้ได้ ต่อมาญี่ปุ่นมีความต้องการสร้างระบบรถไฟความเร็วสูงมากกว่าความต้องการสร้างของประเทศที่มีระบบรางรถไฟความกว้างมาตรฐานอยู่แล้วและญี่ปุ่นนั้นก็มีศักยภาพในการปรับปรุงระบบรถไฟให้ทันสมัยมากกว่าอีก

ปัจจุบันชิงกันเซ็งสามารถให้บริการรับส่งผู้โดยสารวันละ 800,000 คนโดยมี 6 เส้นทางเชื่อมต่อเมืองใหญ่ๆจากเหนือไปจนจรดใต้ของประเทศ ความยาวเส้นทางประมาณ 2,500 กิโลเมตร จึงเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ในเครือข่ายขนส่งคมนาคมของญี่ปุ่น รถไฟชิงกันเซ็งรุ่นปัจจุบันทำความเร็วได้เฉลี่ย 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชิงกันเซ็งสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในรางปกตินั้นสามารถเร่งความเร็วได้ถึง 443 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ยิ่งกว่านั้นสามารถเร่งความเร็วได้ถึง 581 กิโลเมตรต่อชั่วโมงซึ่งเป็นความเร็วสถิติโลกเมื่อวิ่งด้วยรางรถไฟแม่เหล็กในปี 2546

คนญี่ปุ่นจึงแทบจะไม่ได้ใช้รถยนต์ส่วนตัวเลยทีเดียว เพราะรถไฟชินกันเซ็งได้ให้ความสะดวกสบายเป็นอย่างมาก และมันก็ยังมีความเร็วมากกว่ารถยนต์อีกด้วย ดังนั้นรถไฟชินกันเซ็งก็จะวิ่งเร็วกว่ารถยนต์ 2-3 เท่า และมีความปลอดภัยมากว่าด้วย ทุกวันนี้ชิงกันเซ็งสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันตกคิดเป็นร้อยละ 40 จากรายได้ที่มาจากการคมนาคมทั้งหมด อย่างไรก็ตามเส้นทางรถไฟนี้ก็ต้องแข่งขันกับสายการบินในประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะการเดินทางจากโตเกียวไปยังฟุกุโอะกะและจากโอซะกะไปยังฟุกุโอะกะ จึงมีผลทำให้บริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันตกยอมปรับลดค่าโดยสารหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถแข่งขันกับสายการบินได้ เช่น การเพิ่มจำนวนรถไฟขบวนสั้นหลายรอบมากขึ้น

ในยุคเอโดะฝังลึกลงไปในวัฒนธรรมญี่ปุ่นว่าจะทำสิ่งใดต้องให้ความสำคัญกับส่วนรวมมาก

2ประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างต้องเจอภัยทางธรรมชาติค่อนข้างมาก ทั้งแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด พายุที่เข้ามาหลายลูก แล้วภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นแตละครั้งก็เกิดความเสียหายมากเกินกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะต้านทานไว้ได้  จำเป็นต้องอาศัยกำลังของหมู่คณะเข้ามาช่วยกัน เมื่อเกิดเรื่องราวก็ไม่ใช่ว่าจะอยู่แบบช่างมันฉันไม่แคร์แบบบ้านเราไม่ได้เพราะสภาพแวดล้อมที่บ้านเราถือว่าเอื้อเฟื้อที่สุด บางคนที่ไม่อยากจะยุ่งกับใครอยู่คนเดียวในท้องไร่ ท้องนา ป่าเขาก็อยู่ได้เพราะภัยธรรมชาติเราไม่หนักหนาสาหัสมาก แต่ที่ญี่ปุ่นอยู่คนเดียวไปไม่รอด จำเป็นต้องอยู่เป็นหมู่เป็นคณะ เกิดเรื่องเกิดปัญหาช่วยกันคนละไม้คนละมือถึงจะเอาตัวรอดได้

ก่อนเข้าสู่สมัยปฏิรูปเมจิก็ประมาณสมัยรัชกาลที่ 5 ของไทย ญี่ปุ่นปกครองอยู่ในสมัยเอโดะด้วยระบบโชกุน คือ ผู้บัญชาการทหาร จักรพรรดิอยู่ที่เมืองเกียวโต แต่อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่โชกุนที่คามาคุระ แล้วต่อมาก็ย้ายมาที่เอโดะ คือ โตเกียวในปัจจุบัน วังจักรพรรดิที่โตเกียวปัจจุบัน พระราชวังอิมพีเรียลแต่ก่อน คือ ที่บัญชาการของโชกุนที่ปกครองประเทศ ฝีมือการปกครองของโชกุนก็ไม่ธรรมดา โดยใช้วิธีการแบ่งแยกและปกครอง  แบ่งประเทศออกเป็นเมืองต่างๆ ราวๆ สัก 200 กว่าเมือง แต่ละเมืองจะมีเจ้าเมืองปกครองอยู่ เรียกว่า ไดเมียวและทุกปีไดเมียวสลับปีเว้นปีต้องมาอยู่ที่เอโดะกับโชกุน

ถ้ามีเจ้าเมืองทั้งประเทศ 200 กว่าคน ปีนี้ก็มีเจ้าเมือง 100 กว่าคนมาอยู่ที่เอโดะกับโชกุน เมื่อถึงปีหน้าก็กลับไปบริหารบ้านเมืองของตัวเอง และไดเมียวที่เหลือก็สลับกันมา  ซึ่งผลคือไม่มีเจ้าเมืองไหนที่คิดก่อการกบฎได้  เพราะข้างท่านโชกุนมีเจ้าเมืองอีกกว่าครึ่งประเทศอยู่ ทหารของเอโดะก็แข็งแกร่ง และระดับเจ้าเมืองมาอยู่ที่โตเกียวคนเดียวไม่ได้ เสียศักดิ์ศรีต้องมีลูกน้อง บริวาร ซามูไร และคนรับใช้ตามมา บางเมืองบางครั้งมาเป็น 1,000 คน ต้องประกวดประชันไม่ให้น้อยหน้าเมืองไหน  ที่สำคัญต้องใช้เงินมากจึงไม่มีเจ้าเมืองไหนที่จะคิดก่อการปฏิวัติ

สมัยเอโดะจึงมีประชากรอยู่เกินกว่า 1 ล้านคน การค้าขายสะพัด เพราะโชกุนทำให้สังคมญี่ปุ่นแน่นิ่งกับที่ เพื่อป้องกันความผันผวน เมื่อใดมีการเปลี่ยนแปลง จะเกิดโอกาสที่ใจคนไม่นิ่ง และเกิดความไม่มั่นคงทางการเมือง  โชกุนมองสิ่งนี้ออก จึงจัดการสังคมญี่ปุ่นทุกระบบให้นิ่ง เช่น คนแต่ละคนจะมีสังกัด เกิดหมู่บ้านไหนต้องอยู่หมู่บ้านนั้น ห้ามย้ายหมู่บ้าน ถ้าคิดจะย้ายจังหวัดหรือหมู่บ้านก็ไม่ได้ เพราะเมื่อไปแล้วเขาไม่รับถือว่าที่เขาเต็มอยู่แล้ว ญี่ปุ่นเป็นเกาะพื้นที่น้อยคนเยอะ

ฉะนั้นถ้าถูกขับออกจากหมู่บ้านเมื่อไหร่จะไม่มีที่อยู่ทั้งประเทศกลายเป็นคนร่อนเร่พเนจรเพราะทุกคนต้องให้ความใส่ใจส่วนรวมมาก แม้แต่สังกัดวัดก็ต้องกำหนด เมื่อครอบครัวนี้มีคนตาย ต้องไปฝังศพวัดที่กำหนดได้เท่านั้น ห้ามย้ายวัด ฉะนั้นทุกคนจะถูกสั่งสอนว่าเมื่อทำอะไรอย่าให้เดือดร้อนคนอื่น เพราะเมื่อใดที่ต้องถูกขับไล่ออกแม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่สามารถช่วยได้หรืออาจจะโดนไล่ทั้งครอบครัวก็มีขึ้นอยู่กับมติของหมู่บ้านซึ่งถูกปลูกฝังความคิดนี้มา 250 ปี ในยุคเอโดะฝังลึกลงไปในวัฒนธรรมญี่ปุ่นว่าจะทำสิ่งใดต้องให้ความสำคัญกับส่วนรวมมากและไม่ทำเกินหน้าเกินตาใครต้องอ่อนน้อม ฝึกมารยาทความเกรงใจผู้อื่น

ท่องเที่ยวรอบเมืองไอสุ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมซามูไรในญี่ปุ่น

เมืองไอสุ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมซามูไร ไม่ว่าจะเป็นปราสาทหรือตัวเมืองที่ยังคงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของยุคสมัยโบราณ นอกจากนี้ไอสุยังมีมนต์เสน่ห์ในเรื่องของออนเซ็นอีกด้วย สำหรับการเดินทางนั้นสามารถเดินทางได้โดยรถไฟ ซึ่งเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากเพื่อเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ หรือจะนั่งกินลมชมวิวเพื่อความเพลิดเพลินก็ได้ ซึ่งผู้เดินทางจะได้สัมผัสกับความคลาสสิคของตู้รถไฟ ไม่ว่าจะเป็นตู้รถไฟแบบนั่งพื้นกับโต๊ะความร้อนสไตล์ญี่ปุ่น ตู้รถไฟสไตล์โบราณและตู้รถไฟชมวิว ทั้งนี้จะมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆประกอบด้วย 1.โตโนะเฮะทรึริ เป็นผาหินที่มีรูปร่างแปลกตา เกิดจากการยุบและสึกกร่อนของผาหินเข้ากับธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ทำให้เกิดเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้สามารถเยี่ยมชมได้ทั้งตลอดปีและมีความสวยงามแตกต่างกันไปในแต่ละฤดู 2.ยูโนะกะมิออนเซ็นและย่านโออุจิจุคุ ซึ่งเป็นออนเซ็นที่ขึ้นชื่อเป็นอย่างมากเรื่องบ่อน้ำร้อน นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นเองมักเดินทางมาพักผ่อนโดยรถส่วนตัวและรถบัส หลังจากเมื่อยล้าจากการเดินทาง 3.อะชิโนะมะคิออนเซ็น ที่มีแหล่งบ่อน้ำร้อนที่มีชื่อเสียงและสามารถเห็นวิวของหุบเขาและธรรมชาติที่งดงามด้วย 4. เมืองไอซุวากามัทสึ ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากมาย ที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมซามูไร และยังมีชื่อเสียงในเรื่องของออนเซ็นและที่สำคัญที่เป็นไฮไลท์ คือ ปราสาทสึรุงะ ในปัจจุบันปราสาทแห่งนี้มามีชื่อเสียงในหน้าประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในสงครามไอซุ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโบชิน ช่วงปลายๆ การปกครองโดยระบอบโชกุนและตัวปราสาทต้องถูกทำลายลงอย่างราบคาบพร้อมกับตำนานที่ยังตราตรึงในจิตใจของชาวญี่ปุ่น นอกจากนี้ตัวปราสาทก็เป็นสวนสาธารณะที่สวยงามเพราะจะมีต้นซากุระจำนวนมากปลูกเอาไว้ ทำให้ในช่วงที่ดอกซากุระบานนั้นที่นี่นับว่าเป็นอีกสถานที่ที่มีความสวยงามเหมาะแก่การมาชมดอกซากุระเป็นอย่างมาก นอกจากนี้สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆในเมือง Aizuwakamatsu ก็มีทั้ง Aizuwakamatsu City Hall ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปในช่วงของการปฏิรูปเมจิที่เหมาะแก่การมาถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ซึ่งการเดินทางมายังเมืองไอซุวากามัทสึนั้นสามารถใช้บริการของรถไฟ JR จากเมืองใหญ่ๆ ได้เลย